“ตรัง โมเดล” ชุมชนต้นแบบ รับมือ…โรคไร้พรมแดน

ไม่ใช่แต่นักท่องเที่ยวเท่านั้นที่ไร้พรมแดนในการเดินทาง หากแต่บรรดาเชื้อโรคต่างๆที่กระจายกันอยู่ทุกภูมิภาคของโลกใบนี้ ก็สามารถที่จะเดินทางข้ามประเทศ ข้ามทวีป โดยปราศจากพรมแดนได้เช่นเดียวกัน ยังไม่นับรวมถึงโรคประจำถิ่นที่ยังคงเป็นปัญหาพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่สำคัญในภูมิภาคต่างๆของโลก ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา เอเชีย หรือแม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างยุโรปและอเมริกา

การแพร่กระจายของโรคจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคก็จะมีมากขึ้น

แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบสุขภาพ ทั้งในแง่ของระบบบริการทางการแพทย์ และระบบสาธารณสุขในเชิงควบคุมป้องกันโรคที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรอบบ้านอย่าง ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา แต่ก็ประมาทไม่ได้ว่า การระบาดของโรคจากความเชื่อมโยงของรัฐที่มีดินแดนติดต่อกันจะน้อยกว่าประเทศอื่นๆ

มาลาเรีย ซึ่งระบาดมากตามชายแดนพม่า กัมพูชา ลาว โรคเท้าช้าง ที่จริงๆเกือบจะหายไปจากประเทศไทยแล้ว แต่เมื่อมีคนผ่านเข้า-ออก การแพร่ของโรคก็เกิดขึ้นอีกได้ วัณโรค ที่มีอัตราเพิ่มขึ้น เนื่องจากการอพยพของคนในประเทศเพื่อนบ้าน ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ซาร์ส ฯลฯ โรคที่แพร่กระจายจากไวรัส ก็มีการแพร่กระจายมากขึ้นโดยตลอด แม้แต่โรคเอดส์ที่ดูเหมือนจะเบาบางลง แต่ก็ยังมีการติดเชื้ออยู่บ้างจากการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ

ล่าสุด นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อศึกษาและถอดบทเรียนความสำเร็จในการทำงานป้องกันและควบคุมโรคของชุมชนท้องถิ่น

“ทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่โรคติดต่ออย่าง ไข้เลือดออก มาลาเรีย อาหารเป็นพิษ มือเท้าปาก หรือโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ ที่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเท่านั้น แต่โรคที่แฝงมาในรูปแบบของโรคอุบัติใหม่ในบริบทอื่นๆ เช่น ยาเสพติด โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ ปัญหาสังคม ความรุนแรงต่างๆ ที่ไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงเข้ากับมิติทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้ความร่วมมือในระดับชุมชนคือกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างรู้เท่าทัน”

อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า จากการลงพื้นที่ที่อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง พบว่า การจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ หรือ พชอ. เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชนในอำเภอน่าจะเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบบูรณาการการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันควบคุมโรคที่ดีพื้นที่หนึ่ง

“หัวใจสำคัญของการป้องกันควบคุมโรค ไม่ได้อยู่ที่กรมควบคุมโรค แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน บุคลากรในพื้นที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายในหมู่บ้าน มีระบบและกลไกการบริหารจัดการการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” คุณหมอสุวรรณชัยบอก

สำหรับต้นแบบการป้องกันควบคุมโรค “ตรัง โมเดล” มีตัวอย่างความสำเร็จที่บ้านหนองบัว อ.รัษฎา ในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกดีเด่น

คุณหมอสุวรรณชัย บอกว่า ความสำเร็จมาจากการที่ชาวอำเภอรัษฎาเห็นความสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก จึงได้ร่วมกันหามาตรการกำจัดโรคโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการประกวดบ้านสะอาด จัดการสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน คัดแยกขยะ ทำความสะอาดบ้าน โดยเน้นการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายช่วยแก้ปัญหาสุขภาพของพื้นที่

นพ.บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง บอกว่า นอกจากความสำเร็จในการป้องกันควบคุมโรคแล้ว ประชาชนในพื้นที่ยังได้คิดค้นนวัตกรรมสร้างสรรค์และกิจกรรมขึ้น เช่น ตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันควบคุมโรคระดับตำบล ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุการณ์ผิดปกติตำบล/หมู่บ้าน จัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ เชื่อมต่อเครือข่ายเฝ้าระวังในทุกระดับ สร้างคู่มือการเฝ้าระวังและควบคุมโรคเบื้องต้น แผนที่ควบคุมโรคติดต่อ กระเป๋าทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับตำบล (SRRT) ชาวบ้านในพื้นที่สร้างอาชีพและรายได้ให้ตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นคิดค้นและแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น สบู่สมุนไพรพิชิตยุงลาย น้ำหมักชีวภาพกำจัดยุง ไว้ขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน จนทำให้พื้นที่ต้นแบบดังกล่าวได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลหมู่บ้านปลอดไข้เลือดออก 10 ปี และอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งฯ ระดับเขต ฯลฯ

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวนั้น นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งลงพื้นที่ไปที่ รพ.สต.บ้านเกาะมุกด์ อ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อศึกษาดูงาน โครงการ “เที่ยวตรังอุ่นใจ ปลอดภัยปลอดโรค” บอกว่า เกาะมุกด์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดตรัง ที่พบว่ามีการดำเนินการป้องกันควบคุมโรคอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “แหล่งท่องเที่ยวปลอดโรค” มีการร่วมกับภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ดูแลสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมในพื้นที่, ประชาสัมพันธ์การดูแลผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินให้กระจายทุกจุดที่มีนักท่องเที่ยว, มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา ปฐมพยาบาล และให้การรักษาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง, เฝ้าระวังการเจ็บป่วยในช่วงเทศกาล วันหยุดยาวต่างๆ, ดำเนินการให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร/แผงลอย ดูแลความสะอาดตามมาตรฐาน Clean Food Good Taste ฯลฯ

จะเห็นว่า ไม่ว่านโยบายของรัฐบาลจะดีแค่ไหน หากปราศจากความร่วมมือในระดับชุมชนแล้ว รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นก็อาจจะไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะหากนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจว่า การมาเที่ยวของเขาจะปลอดภัยเพียงพอ.